ถังดับเพลิงมีกี่ชนิด เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของแต่ละชนิด

by pam
18 views

อัคคีภัยเป็นอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การมีถังดับเพลิงที่เหมาะสมติดตั้งไว้ในสถานที่ทำงาน บ้านเรือน หรือสถานประกอบการต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ถังดับเพลิงไม่ได้มีเพียงประเภทเดียว แต่แบ่งออกเป็นหลายประเภทตามชนิดของสารดับเพลิงที่บรรจุอยู่ภายใน ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติในการดับไฟที่แตกต่างกัน

ถังดับเพลิง คืออะไร?

ถังดับเพลิง (Fire Extinguisher) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการดับเพลิงขนาดเล็กหรือควบคุมไฟก่อนที่จะลุกลาม โดยภายในถังจะบรรจุสารดับเพลิงชนิดต่าง ๆ เช่น ผงเคมีแห้ง คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือโฟม ซึ่งออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและสามารถพกพาไปยังจุดเกิดเพลิงไหม้ได้สะดวก

วิธีใช้ถังดับเพลิงอย่างถูกต้อง

การใช้ถังดับเพลิงสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยใช้หลัก “PASS” ซึ่งเป็นคำย่อที่ช่วยให้จำวิธีใช้งานได้สะดวก

หลักการ PASS

  1. P – Pull (ดึงสลักนิรภัยออก) ดึงสลักที่อยู่ตรงคันโยกออกก่อนใช้งาน

  2. A – Aim (เล็งไปที่ฐานของไฟ) จับหัวฉีดและเล็งไปที่ฐานของเปลวไฟ ไม่ใช่ที่เปลวไฟโดยตรง

  3. S – Squeeze (กดคันโยกเพื่อปล่อยสารดับเพลิง) บีบหรือกดคันโยกเพื่อปล่อยสารดับเพลิงออกมา

  4. S – Sweep (กวาดหัวฉีดไปมา) เคลื่อนหัวฉีดจากซ้ายไปขวาให้ทั่วฐานไฟจนกว่าไฟจะดับ

ประเภทของถังดับเพลิงมีอะไรบ้าง

ถังดับเพลิงแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical Fire Extinguisher)
  2. ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Fire Extinguisher – CO₂)
  3. ถังดับเพลิงชนิดโฟม (Foam Fire Extinguisher)
  4. ถังดับเพลิงชนิดน้ำ (Water Fire Extinguisher)
  5. ถังดับเพลิงชนิดสารเหลวระเหย (Clean Agent Fire Extinguisher)

ลักษณะเด่นตามชนิดของถังดับเพลิง

ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง

1. ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical Fire Extinguisher)

หลักการทำงาน:
ถังดับเพลิงชนิดนี้บรรจุสารเคมีแห้ง เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate) หรือ แอมโมเนียมฟอสเฟต (Monoammonium Phosphate) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยขัดขวางปฏิกิริยาเคมีของไฟ (Chain Reaction) ทำให้ไฟดับลงอย่างรวดเร็ว โดยสารเคมีจะทำหน้าที่เคลือบเชื้อเพลิง และตัดการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน

การใช้งาน:
สามารถใช้ดับไฟได้ถึง 3 ประเภท ได้แก่

    • 🔥 ประเภท A: วัสดุเชื้อเพลิงทั่วไป เช่น ไม้ กระดาษ ผ้า พลาสติก
    • 🔥 ประเภท B: ของเหลวไวไฟ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ทินเนอร์ สี
    • ประเภท C: อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ตู้ควบคุมไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า

ข้อดี:
✅ ดับไฟได้หลากหลายประเภท
✅ มีประสิทธิภาพสูงในการดับไฟทันที
✅ ราคาถูกกว่าถังดับเพลิงประเภทอื่นและหาซื้อง่าย

ข้อเสีย:
❌ สารเคมีอาจทำให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องจักร
❌ ฝุ่นละอองจากสารเคมีหนาทึบ อาจบดบังทัศนวิสัย ทำให้มองไม่เห็นทางหนีไฟ
❌ ต้องทำความสะอาดพื้นที่หลังการใช้งาน เนื่องจากสารเคมีตกค้าง

ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

2. ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂ Fire Extinguisher)

หลักการทำงาน:
ถังดับเพลิงชนิดนี้ใช้ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่ถูกบีบอัดอยู่ในสถานะของเหลว เมื่อฉีดออกมา ก๊าซจะขยายตัวอย่างรวดเร็วและลดอุณหภูมิบริเวณที่เกิดไฟไหม้ พร้อมกับแทนที่ออกซิเจนในบริเวณนั้น ทำให้ไฟดับลง

การใช้งาน:
เหมาะสำหรับใช้กับไฟ 2 ประเภท ได้แก่

    • 🔥 ประเภท B: ไฟจากของเหลวไวไฟ เช่น น้ำมัน สี ทินเนอร์
    • ประเภท C: ไฟจากอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์

ข้อดี:
✅ ไม่ทิ้งคราบสกปรกหลังใช้งาน
✅ ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า
✅ มีความปลอดภัยในการใช้งานภายในอาคาร

ข้อเสีย:
❌ ไม่สามารถใช้ดับไฟประเภท A ได้ เพราะไม่มีคุณสมบัติทำให้ไฟเย็นลง
❌ มีประสิทธิภาพลดลงเมื่อใช้ในที่เปิดโล่ง เพราะก๊าซสามารถกระจายออกไปได้ง่าย
❌ ถังต้องมีฉนวนกันความเย็น เพราะ CO₂ มีอุณหภูมิต่ำมาก อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บจากความเย็นจัด (Frostbite) หากสัมผัสโดยตรง

ถังดับเพลิงชนิดโฟม

3. ถังดับเพลิงชนิดโฟม (Foam Fire Extinguisher)

หลักการทำงาน:
เมื่อฉีดโฟมออกมา สารจะทำหน้าที่สร้างชั้นปกคลุมบนผิวหน้าของของเหลวไวไฟ เพื่อกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปถึงเชื้อเพลิง และช่วยลดอุณหภูมิของไฟ ทำให้ไฟดับลง

การใช้งาน:
เหมาะสำหรับใช้กับไฟ 2 ประเภท ได้แก่

    • 🔥 ประเภท A: ไม้ กระดาษ ผ้า พลาสติก
    • 🔥 ประเภท B: ของเหลวไวไฟ เช่น น้ำมัน น้ำมันก๊าด

ข้อดี:
✅ มีประสิทธิภาพสูงในการดับไฟจากของเหลวไวไฟ
✅ ป้องกันการปะทุของไฟซ้ำ เพราะโฟมช่วยเคลือบพื้นผิวเชื้อเพลิง

ข้อเสีย:
❌ ไม่สามารถใช้กับไฟประเภท C ได้ เพราะโฟมมีน้ำเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาจนำไฟฟ้า
❌ ต้องทำความสะอาดพื้นที่หลังใช้งาน เนื่องจากโฟมจะตกค้าง

ถังดับเพลิงชนิดน้ำ

4. ถังดับเพลิงชนิดน้ำ (Water Fire Extinguisher)

หลักการทำงาน:
น้ำทำหน้าที่ลดอุณหภูมิของไฟโดยการดูดซับความร้อนออกจากเชื้อเพลิง ทำให้ไฟดับลง

การใช้งาน:
เหมาะสำหรับใช้กับไฟ ประเภทเดียว คือ

    • 🔥 ประเภท A: วัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น ไม้ กระดาษ ผ้า

ข้อดี:
✅ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
✅ ราคาถูกกว่าถังดับเพลิงประเภทอื่น

ข้อเสีย:
❌ ไม่สามารถใช้กับไฟประเภท B และ C ได้ เพราะอาจทำให้ไฟลุกลามมากขึ้น
❌ อาจเป็นอันตรายหากใช้กับไฟฟ้า เพราะน้ำเป็นตัวนำไฟฟ้า

ถังดับเพลิงชนิดสารเหลวระเหย

5. ถังดับเพลิงชนิดสารเหลวระเหย (Clean Agent Fire Extinguisher)

หลักการทำงาน:
ใช้สารเคมีเหลวที่ระเหยได้ เช่น ฮาลอน (Halotron) หรือ HFC-227ea (FM-200) ทำหน้าที่ขัดขวางปฏิกิริยาเคมีของไฟและระเหยอย่างรวดเร็วโดยไม่ทิ้งคราบ

การใช้งาน:
สามารถใช้ได้กับไฟ 3 ประเภท ได้แก่

    • 🔥 ประเภท A: วัสดุเชื้อเพลิงทั่วไป เช่น กระดาษ ผ้า
    • 🔥 ประเภท B: ของเหลวไวไฟ เช่น น้ำมัน
    • ประเภท C: อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น คอมพิวเตอร์ ห้องเซิร์ฟเวอร์

ข้อดี:
✅ ไม่ทิ้งคราบสกปรกหลังใช้งาน
✅ ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า
✅ ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ข้อเสีย:
❌ ราคาสูงกว่าถังดับเพลิงประเภทอื่น
❌ มีข้อจำกัดในการใช้งานในพื้นที่เปิดโล่ง เพราะสารสามารถกระจายตัวได้เร็ว


ตารางเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของถังดับเพลิงแต่ละประเภท

ประเภทถังดับเพลิง ใช้ดับไฟประเภท ข้อดี ข้อเสีย
ผงเคมีแห้ง A, B, C ดับไฟได้หลายประเภท, ราคาถูก ทิ้งคราบสกปรก, อาจบดบังการมองเห็น
ก๊าซ CO₂ B, C ไม่ทิ้งคราบ, ปลอดภัยกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ใช้ในที่เปิดโล่งไม่ได้ดี, อันตรายจากความเย็นจัด
โฟม A, B ดับไฟของเหลวไวไฟได้ดี ไม่เหมาะกับไฟฟ้า, ต้องทำความสะอาด
น้ำ A เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, ราคาถูก ใช้กับไฟ B และ C ไม่ได้, นำไฟฟ้า
สารเหลวระเหย A, B, C ไม่ทิ้งคราบ, ปลอดภัยกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ราคาสูง, มีข้อจำกัดในที่เปิดโล่ง

ถังดับเพลิงที่เหมาะสมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม

โรงงานอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูง เนื่องจากมีวัสดุไวไฟ เครื่องจักรกล และระบบไฟฟ้าจำนวนมาก ดังนั้นการเลือกถังดับเพลิงที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยควรเลือกถังที่สามารถดับไฟได้หลายประเภทและเหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละโรงงาน

แต่ถังดับเพลิงที่แนะนำสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมคือ ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (ใช้ได้กับไฟทุกประเภท), ถังดับเพลิง CO₂ (เหมาะกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า), ถังดับเพลิงชนิดโฟม (ใช้กับของเหลวไวไฟ) และถังสารเหลวระเหย (สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำคัญ) ทั้งนี้ควรเลือกติดตั้งตามความเสี่ยงของโรงงานแต่ละแห่ง

สำหรับสถานประกอบการที่มีงานเกี่ยวข้องกับความร้อน เกิดประกายไฟในการทำงาน จำเป็นต้องมีผู้ดูแลโดยเฉพาะอย่าง ” ผู้เฝ้าระวังไฟ ” เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเพลิงไหม้และเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน ซึ่งผู้เฝ้าระวังไฟจำเป็นต้องผ่านการอบรมหลักสูตรผู้เฝ้าระวังไฟ พร้อมรับใบเซอร์ผู้เฝ้าระวังไฟ จากศูนย์ฝึกอบรมเพื่อเป็นหลักฐาน ยืนยันถึงความพร้อมให้การปฏิบัติหน้าที่

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

  • โรงงานอุตสาหกรรมควรมีถังดับเพลิงหลายประเภท เพื่อให้สามารถรับมือกับไฟที่อาจเกิดขึ้นจากวัสดุและอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน
  • ควรติดตั้งถังดับเพลิงในเหมาะสม เช่น ทางหนีไฟ, ห้องเครื่อง, ห้องครัว, ห้องเก็บวัสดุไวไฟ อื่น
  • ควรตรวจสอบถังดับเพลิงอย่างสม่ำเสมอ

มาตรฐานถังดับเพลิง

มาตรฐานถังดับเพลิง

มาตรฐานถังดับเพลิงในประเทศไทยมักอ้างอิงตาม มาตรฐาน Thai Industrial Standards (TIS) และมาตรฐานสากล เช่น NFPA (National Fire Protection Association) โดยมีหลักการและข้อกำหนดดังนี้:

  1. ขนาด: ถังดับเพลิงต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน มีหลายขนาด เช่น 1, 2, 5, 10, 20 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับประเภทและการใช้งาน
  2. ประเภท: ถังดับเพลิงต้องระบุประเภทของไฟที่สามารถใช้ได้ (A, B, C หรือ D)
  3. วัสดุ: ถังต้องทนทานต่อการใช้งาน มีวัสดุที่แข็งแรง ไม่แตกหักง่าย เช่น เหล็กหรืออลูมิเนียม
  4. การทดสอบ: ถังต้องผ่านการทดสอบการบรรจุสารดับเพลิงและการตรวจสอบความดันที่สูงสุดตามข้อกำหนด
  5. อายุการใช้งาน: ถังดับเพลิงต้องตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ และควรเปลี่ยนใหม่ทุก 5 ปี
  6. การติดตั้ง: ต้องติดตั้งในที่ที่เข้าถึงได้ง่าย สังเกตได้ชัดเจน และไม่เกินความสูงที่สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก

การปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้ถังดับเพลิงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สรุป

การเลือกใช้ถังดับเพลิงที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและควบคุมอัคคีภัย ควรพิจารณาประเภทของไฟที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณที่ต้องการติดตั้ง และเลือกถังดับเพลิงที่มีข้อดีที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การมีความรู้เกี่ยวกับประเภทของถังดับเพลิงและวิธีใช้อย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมไฟและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

อ้างอิง

  • National Fire Protection Association (NFPA)
  • Occupational Safety and Health Administration (OSHA)

บทความที่น่าสนใจ

เรื่องยอดนิยม

ศูนย์ฝึกอบรมความปลอดภัย บริการอบรมผู้เฝ้าระวังไฟ พร้อมทีมงานมืออาชีพ เปิดอบรมแบบอินเฮ้าส์ ครอบคลุมทุก 77 จังหวัดทั่วประเทศ

ติดต่อ

สำนักงาน

349 อาคารเอสเจ อินฟินิท วัน บิสซิเนส คอมเพล็กซ์ ชั้น 23 ถนน วิภาวดี รังสิต, แขวง จอมพล, เขต จตุจักร, กรุงเทพฯ 10900

โทรศัพท์

(064) 958 7451 (คุณแนน)

อีเมล

[email protected]

Copyright @2025  อบรมผู้เฝ้าระวังไฟ Developed website and SEO by iPLANDIT