ควันไฟเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่มักถูกมองข้ามเมื่อเกิดอัคคีภัยหรือเหตุเพลิงไหม้ ควันไฟประกอบด้วยก๊าซพิษและอนุภาคที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการสูดดมควันไฟเป็นสาเหตุของปัญหาระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจในระดับประชากร (World Health Organization, 2018) นอกจากนี้ ควันไฟยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดภาวะมลพิษทางอากาศ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง การเข้าใจองค์ประกอบของควันไฟและผลกระทบต่อร่างกายจะช่วยให้สามารถป้องกันตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบของควันไฟ
ควันไฟเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสารอินทรีย์และวัสดุต่าง ๆ ซึ่งสามารถปล่อยสารพิษหลายชนิด โดยสารพิษหลักที่พบในควันไฟ ได้แก่
- ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) – เป็นก๊าซที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะจับกับเฮโมโกลบินในเลือดแทนที่ออกซิเจน ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง ส่งผลให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจหมดสติได้ หากได้รับในปริมาณสูงอาจทำให้เสียชีวิตได้ (EPA, 2021)
- ไดออกซินและฟูแรน – สารพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ของพลาสติกและวัสดุที่มีคลอรีน เช่น PVC เป็นสารก่อมะเร็งที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ และพัฒนาการของเด็กในครรภ์ (UNEP, 2019)
- อนุภาคฝุ่นขนาดเล็ก (PM2.5 และ PM10) – สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด (Air Quality Index, 2020)
- ไฮโดรคาร์บอนโพลีไซคลิกอะโรมาติกส์ (PAHs) – เป็นสารที่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงแข็ง เช่น ถ่านไม้และน้ำมันดิบ เป็นสารก่อมะเร็งที่สำคัญและสามารถสะสมในร่างกายได้ (IARC, 2017)
อันตรายต่อสุขภาพจากควันไฟ
ควันไฟเป็นอันตรายต่อสุขภาพในหลายแง่มุม เนื่องจากประกอบด้วยสารเคมีที่เป็นพิษ อนุภาคขนาดเล็ก และก๊าซอันตราย เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และสารก่อมะเร็ง ควันไฟส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยแบ่งออกเป็นผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายดังนี้
ผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ
ควันไฟสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบของปอดและหลอดลม ผู้ที่สูดดมควันไฟอาจพบอาการต่าง ๆ เช่น
-
- ไอแห้ง ๆ หรือไอมีเสมหะ
- ระคายเคืองจมูกและลำคอ
- หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงหวีด
- รู้สึกแน่นหน้าอก
นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) จะมีความเสี่ยงสูงต่อการกำเริบของโรคเมื่อสัมผัสกับควันไฟ อาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (CDC, 2021)
ในกรณีที่ได้รับควันไฟในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ โรคปอดอักเสบ และ ปอดเป็นพังผืด ซึ่งเป็นภาวะที่ถุงลมในปอดถูกทำลายและลดความสามารถในการแลกเปลี่ยนก๊าซ
ผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
ควันไฟมีอนุภาคขนาดเล็ก (PM2.5 และ PM10) ที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระบบไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้:
-
- หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
- เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจขาดเลือด
- เพิ่มโอกาสเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- เพิ่มความเสี่ยงของ หัวใจวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว
การสัมผัสควันไฟในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว (atherosclerosis) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง (Harvard T.H. Chan School of Public Health, 2019)
ผลกระทบต่อระบบประสาท
ควันไฟมีสารเคมีและก๊าซพิษที่สามารถรบกวนการทำงานของระบบประสาท โดยเฉพาะ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ที่สามารถจับกับฮีโมโกลบินในเลือดและลดปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดอาการ:
-
- มึนงง เวียนศีรษะ
- ปวดศีรษะ
- สูญเสียความทรงจำชั่วคราว
- หมดสติ และในกรณีรุนแรงอาจเสียชีวิต
หากได้รับสารพิษจากควันไฟอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ เนื่องจากสารพิษบางชนิดสามารถทำลายเซลล์สมองและกระตุ้นให้เกิดการเสื่อมของระบบประสาท (NIH, 2020)
ผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและผลกระทบต่อเด็ก
ควันไฟอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ เด็กที่ได้รับควันไฟเป็นประจำมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคปอดเรื้อรัง (เช่น โรคหืดในเด็ก) และอาจมีพัฒนาการทางปอดที่ไม่สมบูรณ์
สตรีมีครรภ์ที่สัมผัสกับควันไฟอาจเสี่ยงต่อภาวะ คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักเด็กแรกเกิดต่ำ และพัฒนาการทางสมองของทารกที่ผิดปกติ เนื่องจากสารพิษบางชนิดสามารถผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้
ผลกระทบต่อสารก่อมะเร็งในควันไฟ
ควันไฟจากการเผาไหม้ของวัสดุต่าง ๆ โดยเฉพาะพลาสติก ยาง และไม้ สามารถปล่อยสารเคมีที่เป็น สารก่อมะเร็ง เช่น ไดออกซิน (Dioxins), เบนโซไพรีน (Benzo[a]pyrene), และโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ซึ่งเมื่อสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
มาตรการป้องกันและแนวทางปฏิบัติ
- การป้องกันก่อนเกิดเหตุ
- ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันไฟ (smoke detector)ในบ้านและสถานที่ทำงาน เพื่อแจ้งเตือนก่อนที่ควันจะมีความเข้มข้นสูงจนเป็นอันตราย
- หลีกเลี่ยงการเผาขยะหรือวัสดุที่สามารถปล่อยสารพิษออกมา เช่น พลาสติก ยาง และสารเคมี
- เตรียมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 หรือหน้ากากที่มีตัวกรองคาร์บอน
- การปฏิบัติตัวระหว่างเกิดเหตุ
- ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกและปากเพื่อช่วยกรองควันไฟ
- หากอยู่ในอาคาร ควรปิดประตูและหน้าต่าง ลดการเปิดช่องระบายอากาศเพื่อป้องกันควันไฟเข้ามา
- หมอบต่ำเพื่อลดการสูดดมควันไฟ เนื่องจากควันจะลอยขึ้นสูง
- อพยพออกจากพื้นที่ที่มีควันไฟอย่างรวดเร็วและปลอดภัย
- การดูแลหลังสัมผัสควันไฟ
- หากมีอาการหายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกาย
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ หลังจากได้รับควันไฟ
ในบางองค์กรที่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ มักจะมีมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานความร้อน ซึ่งส่วนใหญ่จะมี ผู้เฝ้าระวังไฟ เป็นผู้ที่ดูแลความปลอดภัยในงานเกี่ยวกับความร้อน โดยเฉพาะ
สรุป
ควันไฟเป็นอันตรายที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้อย่างรุนแรงและยาวนาน การเข้าใจองค์ประกอบและผลกระทบของควันไฟเป็นสิ่งสำคัญเพื่อช่วยให้สามารถป้องกันตนเองและคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแนวทางรับมือเมื่อเกิดเหตุสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและป้องกันอันตรายจากควันไฟได้
ผู้เฝ้าระวังไฟ บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการเกิดไฟในระหว่างที่มีการทำงานหรือกระบวนการที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ จำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรม หลักสูตรผู้เฝ้าระวังไฟ จากศูนย์ฝึกอบรม เพื่อเพิ่มทักษะและความรู้ในเรื่องการป้องกันและปฏิบัติตัวในกรณีเกิดไฟไหม้ อย่างถูกวิธี สมัครวันนี้ลดทันที 40%
สามารถอ่านรายละเอียดหลักสูตรที่ : หลักสูตรผู้เฝ้าระวังไฟ
อ้างอิง
- American Lung Association. (2022). Health effects of smoke exposure.
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2021). Wildfire smoke and health.
- Environmental Protection Agency (EPA). (2021). Carbon monoxide poisoning.
- Harvard T.H. Chan School of Public Health. (2019). Air pollution and cardiovascular diseases.
- International Agency for Research on Cancer (IARC). (2017). Polycyclic aromatic hydrocarbons and cancer.
- National Institutes of Health (NIH). (2020). Carbon monoxide poisoning: Symptoms and treatment.
- United Nations Environment Programme (UNEP). (2019). Dioxins and furans.
- World Health Organization (WHO). (2018). Air pollution and public health.