ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ งานความร้อน (Hot Work) เช่น การเชื่อม (Welding) การตัดโลหะ (Cutting) การเจียร (Grinding) และการบัดกรี (Brazing) หนึ่งในความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ การเกิดอัคคีภัย ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้จากงานร้อน NFPA 51B จึงถูกพัฒนาเป็นมาตรฐานที่กำหนด แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยสำหรับงานที่มีประกายไฟและความร้อนสูง
NFPA 51B คืออะไร?
NFPA 51B เป็นมาตรฐานความปลอดภัยที่จัดทำโดย National Fire Protection Association (NFPA) ซึ่งเป็นองค์กรระดับสากลที่กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัย มาตรฐานฉบับนี้กำหนดข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติสำหรับงานที่มีประกายไฟหรือความร้อน เช่น การเชื่อมโลหะ การตัดด้วยแก๊ส และการเจียร โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ในสถานที่ทำงาน
มาตรฐาน NFPA 51B ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในโรงงานผลิต โกดังสินค้า และสถานประกอบการที่มีการใช้เครื่องมือที่ก่อให้เกิดความร้อนและประกายไฟ
เหตุใดมาตรฐาน NFPA 51B จึงสำคัญ?
🔥 ลดความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัย – งานร้อนก่อให้เกิดประกายไฟ อุณหภูมิสูง และอาจไปกระทบวัสดุไวไฟซึ่งนำไปสู่การลุกไหม้
🛠 สร้างแนวทางที่ชัดเจน – มีการกำหนดขั้นตอนและมาตรการควบคุมที่ต้องปฏิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัย
📜 เป็นข้อกำหนดที่ถูกบังคับใช้ในหลายอุตสาหกรรม – หลายหน่วยงานและบริษัทบังคับใช้ NFPA 51B เป็นมาตรฐานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากไฟไหม้
ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับงานที่มีความร้อน
-
ประกายไฟ (Sparks)
ประกายไฟที่เกิดจากงานเชื่อม งานตัดโลหะ หรือการเจียรสามารถกระเด็นไปไกลหลายเมตร หากตกกระทบกับวัสดุไวไฟ เช่น เศษไม้ ผ้าขี้ริ้ว น้ำมัน หรือสารเคมีที่ติดไฟได้ อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดพื้นที่ควบคุมและใช้ม่านป้องกันสะเก็ดไฟ -
โลหะหลอมเหลว (Molten Metal)
กระเด็นของโลหะที่หลอมละลายจากการเชื่อมหรือหลอมโลหะอาจตกใส่วัสดุรอบข้าง รวมถึงเสื้อผ้าของพนักงาน หากไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น เอี๊ยมกันไฟ ถุงมือกันความร้อน หรือรองเท้านิรภัย อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง เช่น แผลไฟลวกหรือไฟไหม้ -
อุณหภูมิสูง (High Temperature)
การทำงานกับวัสดุหรืออุปกรณ์ที่มีอุณหภูมิสูง เช่น เครื่องเชื่อม ตะเกียงเป่า หรือโลหะที่ผ่านความร้อน อาจทำให้เกิดการลุกไหม้ได้หากสัมผัสกับเชื้อเพลิงที่อยู่ใกล้เคียง นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการถูกไฟลวกหรือบาดเจ็บจากการสัมผัสโดยตรง จึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันและมีระบบระบายความร้อนที่เหมาะสม -
ก๊าซและไอระเหยติดไฟ (Flammable Gases and Vapors)
งานร้อนมักเกี่ยวข้องกับการใช้ก๊าซ เช่น อะเซทิลีน ออกซิเจน โพรเพน และไอระเหยของสารเคมี หากไม่มีการควบคุม อาจเกิดการสะสมของไอระเหยติดไฟและนำไปสู่การระเบิดได้ ดังนั้นต้องมีการระบายอากาศที่ดี ตรวจสอบความหนาแน่นของก๊าซ และใช้เครื่องมือตรวจวัดก๊าซก่อนเริ่มงาน
ขอบเขตของมาตรฐาน NFPA 51B
มาตรฐาน NFPA 51B ครอบคลุมงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำให้เกิดประกายไฟ รวมถึงการเชื่อม การตัด การบัดกรี และการเจียร มาตรฐานนี้กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับ:
- นายจ้างและลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับงานเชื่อมหรืองานร้อน
- เจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยในสถานประกอบการ
- ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการออกใบอนุญาตทำงานร้อน (Hot Work Permit)
- เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย
โดยมาตรฐานนี้ใช้ได้กับทุกสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม ศูนย์การค้า หรืออาคารสำนักงาน
ข้อกำหนดหลักของ NFPA 51B
NFPA 51B กำหนดข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติหลัก ๆ ดังนี้:
1. การขออนุญาตทำงานร้อน (Hot Work Permit)
NFPA 51B กำหนดว่าทุกงานร้อนต้องได้รับอนุญาตก่อนเริ่มปฏิบัติงาน (Hot Work Permit) ซึ่งออกโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
ขั้นตอนการขออนุญาต:
- ตรวจสอบพื้นที่ทำงานว่าปลอดภัยจากวัสดุไวไฟ
- ระบุมาตรการป้องกันไฟไหม้ เช่น การใช้แผ่นกันไฟหรือผ้าห่มกันไฟ
- แจ้งเจ้าหน้าที่ควบคุมความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน
2. การกำหนดพื้นที่ทำงานร้อน
NFPA 51B แนะนำให้มีพื้นที่เฉพาะสำหรับงานร้อน (Designated Hot Work Area) ซึ่งเป็นบริเวณที่ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงจากประกายไฟ
หากไม่สามารถทำงานในพื้นที่เฉพาะได้ จำเป็นต้อง:
- ใช้มาตรการป้องกันเพิ่มเติม เช่น แผ่นกั้นไฟ
- เคลื่อนย้ายวัสดุไวไฟออกจากพื้นที่ทำงาน
3. การจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้
ก่อนเริ่มงานต้องตรวจสอบว่ามีอุปกรณ์ดับเพลิงที่เหมาะสม และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล สำหรับงานความร้อน เช่น
- ถังดับเพลิงเคมีแห้ง (ABC Fire Extinguisher) สำหรับดับไฟที่เกิดจากโลหะหรือไฟฟ้า
- สายฉีดน้ำดับเพลิง กรณีต้องทำงานในบริเวณที่มีวัสดุไวไฟจำนวนมาก
- ระบบตรวจจับควันและระบบดับเพลิงอัตโนมัติ หากเป็นพื้นที่ในอาคาร
- หน้ากากงานเชื่อม สำหรับป้องกันดวงตาจากประกายไฟ
4. จัดให้มีเฝ้าระวังไฟหลังทำงาน (Fire Watch man)
กำหนดให้มีบุคคลที่ได้รับการอบรมหลักสูตรผู้เฝ้าระวังไฟ ให้ทำหน้าที่เฝ้าระวังไฟในองค์กร หลังจากเสร็จสิ้นงานร้อนแล้ว NFPA 51B ยังกำหนดให้มีการเฝ้าระวังไฟอย่างน้อย 30-60 นาที เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการปะทุของไฟ
คุณสมบัติของผู้เฝ้าระวังไฟ:
- ต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้เฝ้าระวังไฟ จากศูนย์ฝึกอบรมที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
- ต้องทราบวิธีการใช้ถังดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิงอื่น ๆ
- รู้การทำใบอนุญาตทำงานประกายไฟ
- รู้ขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
- เตรียมแผนฉึกเฉิน
อ่านเพิ่มเติม : หน้าที่ของผู้เฝ้าระวังไฟมีอะไรบ้าง
5. จัดให้มีการฝึกอบรมพนักงาน
NFPA 51B กำหนดให้ผู้ที่ปฏิบัติงานร้อนต้องผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับ:
- อันตรายจากงานร้อนและวิธีป้องกัน
- วิธีการใช้ถังดับเพลิงและอุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้
- ขั้นตอนฉุกเฉินหากเกิดเพลิงไหม้
สามารถเสริมทักษะความรู้ดับเพลิงเบื้องต้น ได้จากหลักสูตรอบรมดับเพลิงเบื้องต้น ซึ่งเป็นหลักสูตรความรู้ที่เหมาะกับคนทั่วไป ได้เรียนรู้วิธีการใช้ถังดับเพลิงรูปแบบต่างๆ สามารถเสริมด้วยหลักสูตรอพยพหนีไฟ เพื่อให้พนักงานได้ฝึกซ้อมการปฏิบัติตัวเมื่อต้องอพยพหนีไฟออกจาอาคาร หรือสถานที่ทำงาน
📌 ข้อควรจำสำหรับการทำงานร้อนอย่างปลอดภัย
✅ ขออนุญาตทำงานร้อนทุกครั้ง (Hot Work Permit)
✅ กำหนดพื้นที่ทำงานเฉพาะและใช้มาตรการป้องกันไฟไหม้
✅ จัดเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อม
✅ มีผู้เฝ้าระวังไฟทั้งก่อน ระหว่างการทำงาน และหลังจากเสร็จงาน
✅ ฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ด้านความปลอดภัย
สรุป
มาตรฐาน NFPA 51B เป็นแนวทางที่สำคัญในการป้องกันอัคคีภัยจากงานที่มีประกายไฟ โดยกำหนดให้มีระบบใบอนุญาตทำงานร้อน การเฝ้าระวังไฟ และมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่เข้มงวด การนำมาตรฐานนี้ไปใช้สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดเพลิงไหม้และช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
องค์กรที่มีงานเกี่ยวข้องกับการเชื่อมหรือการทำงานที่มีความร้อน ควรมีการฝึกอบรมพนักงานและปฏิบัติตาม NFPA 51B อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
อ้างอิง
- National Fire Protection Association. (2024). NFPA 51B: Standard for Fire Prevention During Welding, Cutting, and Other Hot Work. Quincy, MA: NFPA.
- Occupational Safety and Health Administration (OSHA). (2024). Hot Work Safety. Washington, D.C.: OSHA.